![]() |
|
Spaces home Rika chan - HippoPotatoPhotosProfileFriends | ![]() |
|
March 28 ก็อยากจะเล่า..... ก็ๆๆ กลับมาที่ขอนแก่นแดนสวรรค์กันแล้ว หลังจากปิดเทอมไป 5 วันเต็ม เต็ม ทำไมมันได้ฟังดูเหมือนได้พักผ่อนเยอะขนาดนี้นะเนี่ย แต่ไม มันเร็วงี้วะ พาแม่ไปโรง'บาลก็หมดไปแล้ว รอนานจริงวุ้ย นี่ขนาดนัดไว้แล้วนะเนี่ย ตอนรอนี่โคตรเข้าใจจิตใจคนไข้เลย หนึ่งนาที ของคนที่คอย มันนานมั่กๆๆ คนที่ให้คอยจะไปรู้อาราย แต่ก็ดีได้ดูหนังซีรี่ เรื่อง Silence ก็หมดไปอีกเวลา (ใจ่ใจ๋ หล่อชะมัด อิอิ)......แต่ภาคภูมิใจไว้ซะเถอะ.....ที่คือวันหยุดสุดท้าย(รึเปล่าวะ)ในรอบปีนี้อ่า...
กะว่าจะอยู่บ้านที่ยโสธรามาธิบดี เพิ่มอีกสักวัน แต่ต้องมาปฐมนิเทศน์ไรก็ไม่รู้อีก สอง วัน ....โดดก็บ่ได้อีก.....ไม่งั้นก็จะได้หยุดต่อ เสาร์-อาทิตย์ ก่อนเปิดเทอม ปี 4 ของจิง 2 เมษายน แต่ระหว่างนี้ก็ได้ไปตักบาตรพระต้า ซึ่งบวชที่วัดศรีธรรมาราม ในเช้าวันหนึ่งก่อนที่พระจะลาสิขาบท เห็นพระท่านสำรวม จนเราไม่กล้าทักทาย ได้แต่ยิ้มๆ แอบขำ แต่ได้ไม่มาก เดี๋ยวบาปๆ
เมื่อเช้า.....กะลังนอนๆอยู่ดีๆ เจ็ดโมง ทั่นแม่ก็มาปลุก ให้ไปเจาะเลือด วัดระดับน้ำตาลให้ป้าญาติ ก็ต้องแหกขี้ตาขึ้นมาด้วยความ งง งวย แอบโมโหแม่เล็กน้อยที่มาปลุก แม่ก็เจาะได้นี่นา แต่พอนึกๆแล้วเอ้อ! ลุกก็ลุกวะ ป้าอุตส่าห์มา และ ชอบมากเลย ที่อ.บอกว่า เราต้องไม่ลืมคนไข้คนแรกที่เราได้ทำหัตถการ เค้าเป็นซุปเปอร์ครูใหญ่ของเรา แม้ว่า เค้าจะเจ็บ แต่ก็ยอมให้พวกเราทำ ดังนั้นเราต้องให้ความเคารพ ประดุจเค้าเป็นครูคนหนึ่งของเรา และอย่าขี้เกียจทำหัตถการ แม้ว่าจะทำอย่างนั้นไปแล้วหลายครั้ง ซ้ำๆซากๆ แต่เรายิ่งจะเกิดความชำนาญ และหากคนไข้ที่เราได้ทำคนที่ 10 หรือ100 เป็นญาติของคนไข้คนแรกของเรา ซึ่งขณะนั้นเรามีความเชี่ยวชาญแล้ว ก็ถือเป็นการตอบแทนท่านซุปเปอร์ครูใหญ่ของเราเอง.........
ว่าจะกลับขอนแก่นตอนบ่ายคล้อย ตะวันจะย้อยลาลับขอบฟ้า เล่นกับโบ้อ๋าว ให้หายคิดถึงซะก่อนค่อยกลับ แต่โดนทั่นพ่อ ไล่ให้กลับไปซะเถอะลูกเอ๋ย ตอนนี้หล่ะ จะได้ถึงขอนแก่น เที่ยงๆ แต่ไหงพอขับรถออกมาจะออกนอกเมืองแล้น พ่อโทรมา....ลืมบัตร ATM ไว้ในรถเราซะง้าน ก็ต้องขับกลับมาอีกรอบ ....
แต่รอบนี้ มีตำรวจมาตั้งด่านไรไม่รู้ 2 ข้างทางเลย เราก็เอาวะ......คราวนี้ รถกรูมี พ.ร.บ. แล้วนะเฟร้ย !! หลังจากที่โดนจับคราวก่อนเรื่องไม่ต่อ พ.ร.บ. เราก็ พ.ร.บ.ไรวะ เกิดมาก็พึ่งรู้ว่ารถต้องมี พ.ร.บ. ในวันที่มันบอกนั่นแหละ....ก็เลยบอกไปว่า มันเป็นช่วงสอบอ่ะพี่ เลยไม่มีเวลา ไปต่อ พี่ก็หยวนๆๆ คนเรามันก็ต้องมีผิดพลาดกันได้บ้าง ความผิดในครั้งนี้ จะนำไปสู่การปรับปรุง พัฒนาตนเอง เราเป็นคนไทย รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ร่วมกันต้านยาเสพติดค่า ect. (เกี่ยวไหม ไม่สน ขอให้เป็นประโยคยาวๆ ให้มัน งง ฮ่าๆๆๆ) แหล..ไป จนเค้าปล่อยไปไม่ปรับ55555 (ตอนแรกมันจะปรับ 500 แม่ง...ขูดรีดเจงๆ..)
กลับมาต่อๆๆ ก่อนขับต่อก็กินกาแฟ 1 กระป๋อง ไม่ช่วยอะไรเล้ยยยยยยยยยยยย หาวอยู่นั่นแหละ จนนังบิวที่นั่งมาด้วย หวาดผวา ทั้งๆที่หัวใจเต้นแรง ตึกๆ ๆๆ แต่ไหง มันง่วงงงงงงง สงสัยจะ ด้าน ทนทานต่อกาแฟไปซะแล้ว หรือว่าเมื่อเช้าโดนปลุกแน่เลย ปกติตื่นเองเว้ย.... 5 วันนี้ขอนอนแบบ เต็มๆๆๆๆ เลยได้ป่ะ
ขับๆๆมาอีก แบต MP3 หมดซะงั้น วันนี้มันอะไรกันนักหนาวะเนี่ย ตาขวาก็ไม่ได้กระตุกเหมือนตอนก่อนสอบ เนชัลนอล ไลเซ่น ซะหน่อย อันนั้นกระตุกเป็นชั่วโมงๆ เลยนะ อยากไปจะ แอดมิด ที่ AE อยู่ แต่อึ่งอึ๊งไม่พาไป ง๊า อดเลย...... เลยสนองด้วยการนอนทะลุเช้าเลย .... นี่แหน่ะ อยากกระตุกดีนัก ไปกระตุกในฝันนู่นเลยไป๊ !!!
กลับมาถึงขอนแก่นแล้ว ...โดยสวัสดิภาพด้วย.... เหลียวมองดูสภาพอากาศรอบๆตัว ก็เปลี่ยนไปโดยพลัน....มองดูท้องฟ้าที่มืดครึ้ม...นกบินขวักไว่....ลมเปลี่ยนทิศทาง..... แล้วฝนก็ปรอยตกลงมาเล็กน้อย พอให้ได้กลิ่นดินอันหอมสดชื่น พอให้ต้นหญ้าเล็กได้สนุกสนาน พอให้ความร้อนทั้งในใจนอกใจได้หายกลัด อากาศก็เริ่มเย็นลงกว่าทุกวัน ที่ไม่รู้ว่าจะร้อนกันไปถึงไหน พาให้ภายในใจของคนร้อนตามกันไป ยิ่งได้ยินใครพูดไม่เข้าหูแล้ว ยิ่ง(นารีปราโมท)พิโรธวาทัง เออ .... โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า เรามันโง่เอง ..... เว่ย
February 13 วันเวลาผ่านไป...รวดเร็วเหลือเกินช่วงชีวิตของการเป็นนักศึกษาแพทย์...ที่เราได้เลือกแล้ว...คิดว่า เดินมาได้ไกลแล้วล่ะ และจะเดินไปให้ดีที่สุดด้วย
เรื่องราวมันมีได้ทุกวัน ไม่ซ้ำกัน ทำให้วันธรรมดาๆ วันนึง เป็นวันที่ทรงคุณค่าขึ้นมาได้ แค่เพียง เข้าใจกัน เท่านั้นก็พอ..
แต่มันก็มีบางครั้งที่รู้สึกว่า มันแสนจะเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน กับการต้องอ่านหนังสือ จำนวนมากมาย ที่เอามาตั้งก็ท่วมหัว พึ่งสอบมิดเทอมเสร็จ ก็ต่อด้วย ไฟนอล พักได้ไม่เท่าไร ก็ต้องเตรียมตัวอ่าน สอบรวบยอด Coprehensive กะ National licence ในต้นเดือน มีนาคม จากนั้นก็เรียน CM II จนถึงปลายเดือน แล้วเปิดเทอมตอน 2 เมษา โอ้วววววว..... ในอะไรกันนี่ มันเกิดอะไรขึ้น!!
บางครั้งก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าเราทำมันลงไปได้ยังไง เราผ่านมันมาได้ยังไง คนอื่นๆคงไม่ใจหรอกว่า ชีวิตนศ.พ. มันเป็นอย่างงี้จริงๆ นี่ขนาด pre-clinic นะเนี่ย เฮ้อ ...บางอย่างที่เราได้ทำ ทุ่มเทลงไปแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมา กลับไม่เท่ากับที่ทุ่มเทลงไป ทำให้เหนื่อย ท้อ .. อยากไปอยู่ไหน ไกลๆๆๆ บ้าไปแล้ว...
เราสังเกตจนได้ข้อคิดว่า ในทุกๆ ความซวย ต้อง มีความโชคดีอยู่ด้วยเสมอ เพียงแค่เปิดใจ มองให้มีมิติ มีมุมที่กว้างขึ้น อย่ายึดติด ใช้ความสามารถเอาตัวรอดมา 555 และเรียนรู้กับสิ่งนั้นๆ เรียนรู้กับความเจ็บปวด เรียนรู้กับความสูญเสีย เรียนรู้การให้โอกาส และให้อภัย
และในความเหน็ดเหนื่อยนั้น เหนือสิ่งอื่นใด ก็ยังโชคดี ที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพื่อนๆ ยังอยู่เคียงข้างเราเสมอ ไม่ได้คิดไปเอง แต่ความรู้สึกมันบอกอย่างงั้นจริงๆ ครอบครัวก็คอยเป็นกำลังใจ ให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆไปได้ มองไปทางไหน ก็พบกับสายตาแห่งความห่วงใย คอยยินดีกับเรา คอยเศร้ากับเรา คอยเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไป แม้วาเลนไทน์นี้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ในความหมายของคู่รัก แต่เราก็มี เพื่อน(ทุกยุค ทุกสมัย ..ขอนแก่นวิทย์... Beauty gr....หรือ MD KKU) พ่อ แม่ โบ้อ๋าว ที่คอยทำให้ทุกวันของเรา เป็นวันแห่งความรักไงล่ะ เรายอมรับว่า บางที ก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะตัดสินใจ ทำอะไรให้เด็ดขาด เกิด Dilema ...ทำไงดี...หาทางออกแบบต่างๆ นานากันไป แต่ก็พบว่ามางออกที่ดีที่สุดคือ ทำใจให้สงบ อย่าไปคิดถึงมัน อย่าคาดหวังกับคนอื่นให้เป็นไปตามใจเราต้องการ เพราะเค้าก็เป็นเค้า เราไม่สามารถไปเปลี่ยนเค้าได้นี่นา ต้องยอมรับ และอยู่กับมันให้ได้ เท่านี้เอง สามปีที่ผ่านมา...ได้พบความสนุก ยินดี เฮฮา เศร้าบ้าง กอดคอกันร้องไห้ ทำตัวให้สะใจกับชีวิต กับ the Zoo gang ที่ให้อะไรหลายๆอย่างกะเรา มากกว่าคำว่าเพื่อน...หมูแดงบอกว่าน่าจะสนุกดี ถ้ามาติดตาม 365วันเกาะติดชีวิต the Zoo ฮ่าๆๆๆ
ไว้ว่างๆ จะมาเล่าให้ฟัง อิอิ
January 14 ไม่ได้ up ซะนานLove.... I need somebody love......
วันเวลาผ่านไป ก็มีอะไรใหม่ๆเข้ามาในชีวิตเนอะ
วันพฤหัส ที่แล้ว ก็เป็นวันสุดท้ายที่ได้เรียนในห้องบรรยาย 1 ปิดฉากการเรียน lecture ที่ห้องนั้น
คิดๆไปก็ใจหายเหมือนกันนะเนี่ย พวกอุบลก็ต้องไปกันแล้นอ่ะ
แต่ๆๆๆๆ..... พวกเราก็ต้องผ่านเทศกาลแห่งการสอบกันไปก่อน .......
เวิ่นเว้อ... ไปอ่านหนังสือดีก่า ได้ข่าวว่าสอบฟามาโควันพรุ่งนี้ ง๊าๆๆๆๆ October 20 กลับจาก com med แล้ว !!เหนื่อยมากเลย และแล้วก็ได้กลับมา KKU
การออก com med ปีนี้ได้ไปที่บ้านพันดอน ต.พันดอน อ.เมือง จ.อุดรธานี
เราได้เป็นปะธานปรพชาสัมพันธ์เขต 1 โดยโดนปราบดาภิเษกจากเจ๊ป๊อบ
มีโครงการต่างๆเพื่อพัฒนาสุขภาพ เราอยู่โครงการ ฟันดี ชีวีมีสุข และอยู่เครื่องมือศึกษาชุมชนที่เป็นปฏิทินชุมชน
ตอนนี้ก็กำลังหาข้อมูลนะเนี่ย เลยแอบ แว้บ มา up space หลังจากที่ห่างหายไปนาน
ส่วนหน้าที่ในบ้าน แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็น ซังกุงสูงสุดแห่งห้องเครื่อง 5555 บ้านของเราเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
ซึ่งเสียงหัวเราของแต่ละคนนั้น ช่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างมากมายจริงๆ เพื่อนใน med ที่อยู่ด้วยกันก็มี ซู่เหมย (Paris Hilton)
ซอล(น้องรร.อนุบาลยโส) และไอ้แฟร้งค์ กินหัวอีแฟร้งค์จนอิ่มตลอดค่ายเลย 5555 มันมีโลกส่วนตัวสูงมากๆๆๆๆ เพื่อนคณะอื่นก็มีความแปลกอยู่ในตัวกันทั้งน้าน
เช่ย p'ปุย MT ผู้มาถือศีลในบ้าน ซึ่งต้องมีขันติที่สูงมาก เพราะเค้ากินข้าวแค่มื้อเดียว ในขณะที่พวกเรา กิน กิน กิน ตลอดทั้งวัน
เจ๊ทิพย์ DT ที่ขาหักต้องเดินกระเผลก มีค้ำตลอดเวลา
เจ๊เกด PT ผู้นะเต้นแอโรบิก แต่ไหง ไม่ผอม แถมเป็นหนึ่งในซังกุงของบ้านเราอีกต่างหาก
อ้อ PH อันนี้รู้จักกันมาก่อนแล้ว บ้าดูดวงเป็นที่สุด
คุณไผ่ PH สุภาพมากๆๆๆๆๆ มีความสามารถหลากหลาย จนกระทั่งเข้าตาเจ๊ปูเหี่ยว 5555
พี่เพลง VM หรือแม่นาง เพ-ลง ที่หัวเราะเสียงดังฟังชัด BUT ช้าไปหน่อย
และพวกเราก็ไปอญุ่บ้านของคุณพ่ออมร - คุณแม่สงบ สัพโส ท่านทั้งสองใจดีมาก ยกบ้านให้พวกเราอยู่เลย 1 หลัง
แถมได้นอนในห้อง มีมุ้งลวด บ้านก็เย็ยสบาย เป็นการออก com med ที่ไม่ลำบากเลย ไม่เหมือนตอนไปสู่สังคม อันนั้นลุยสุดๆไปเลย
เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องมาทำรายงานส่งอีก และต้องเรียนต่ออีกด้วย 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น โอย จะบ้าตายยยยยยยยยย
August 03 เหนื่อยจังเล้ยยยยยย ช่วงนี้งานมากมายรุมเร้า ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานเพื่อน งานฝูง
ตอนนี้ต้องทำงาน Presentation ให้น้องปี 1 กลุ่มของเราทำละคร Walts Disney the musical
ต้องออกไปซ้อมน้องทุกวันเลย กลับมาก็หมดพลังชีวิต นอนอ้วนอ๋าวที่ห้อง
แต่น่าเสียดายที่วันจริงไม่ได้อยู่อ่ะ ต้องไปทำภารกิจอันใหญ่หลวงที่ Bangkok
แต่ก็เต็มที่กับช่วงนี้ไปก่อนละกัน
ส่วนคะแนนที่ออกมก็เน่าหนอนชอนไช ผจญภัยใต้ mean โอยยย แย่แล้นๆๆ
ต้อง Fight หลังจากงาน present นี่แหละ ฮึ่มๆๆ June 02 พงศ์ไพบูลย์!!! วันนี้หลังจากที่เรียนเสร็จและไปเอาหนังสือมาทำ small group เรากะเหล่าพงศ์ไพบูลย์ อันประกอบไปด้วย เรา มิ้งพ่อขน น้องเก่ง และน้องเม ที่เราตกลงร่วมสายเลือดเป็นพงศ์ไพบูลย์กันตอนไปกินราเม็งที่ฟูกูโอกะ
ก็ได้ออกเดินทางไปแฟรี่กินพิซซ่า และเซเวนเซ่น กินกันอิ่มมากกกกกกก สั่งมากจนเต็มโต๊ะ แถมตอนกินไอตืม เราก็สั่งซะไทยจ๋าเชียวว่า พสุธากัมปนาท!!!
แถมหัวเราะกันสนั่นทั้งสองร้าน ทำตัวกะเหรี่ยงอย่างไม่ละเว้น จนคนต่างก็หันมามอง แต่พวกเราก็ชินกันสายตาเหล่านั้นมานานแล้วแหละ 5555
แถมเป็นครั้งแรกที่เราได้ขับรถขึ้นไปจอดบนลานจอดรถของแฟรี่(ปกติแล้วจะจอดด้านล่าง แต่วันนี้รถเยอะอ่ะ) ตื่นเต้นมากๆๆๆ ท่ามกลางการให้กำลังใจอย่างอบอุ่นจากเหล่าพงศ์ไพบูลย์
อย่างงี้แหละ ต้องรีบตักตวงความสุขก่อนที่จะเข้าสู่ เทศกาลแห่งการสอบ โอ้ววว ....... ไม่นะ ......
May 18 มันมาอยู่ได้ไงเนี่ย!!!ก่อนอื่นของแถลงการณ์
วันนี้ตอนเช้า sec 1ไม่มี Lab เราก็เลยตื่นเช้าไปตักบาตร 7 โมง
แล้วพอเราขับรถออกมาจากหอแพทย์ซึ่งปกติแล้วเราต้องเปิดเพลงทันทีที่ขึ้นมาเลย
แต่วันนี้ไม่ได้เปิดเพลง เราก็ขับรถมาเรื่อยๆพอแตะเบรกเราก็ได้ยินเสียง เหมี๊ยว เหมี๊ยว
เหมือนลูกแมวร้อง เราก็แปลกใจว่ารถเรามีเสียงนี้ได้ไงวะเนี่ย ก็เลยจอดรถแล้วลงมาก้มดูที่ได้ท้องรถ
ปรากฏว่าไม่มีไร เราเลยไปตักบาตรตามที่ได้ตั้งใจไว้ พอขากลับ เสียงประหลาดนั้นก็หายไป แล้ว
เมื่อมาถึงหอแพทย์ เราก็ลงจากรถ เตรียมตัวจะไปกินหมูปิ้งที่ซื้อมา แต่อะไรก็ไม่รู้ดลใจเราให้เราไปเปิดฝากระโปรงหน้ารถ แล้วเราก็มองหาสิ่งผิดปกติ และแล้วสายตาเราก็ได้ประสานกับสายตาคู่หนึ่ง
เราตกใจจนแทบช็อก เมื่อมองไปเห็นลูกแมวตัวน้อยมันนั่งอยู่บนแบตเตอรี่รถยนต์ มันก็คงตกใจเหมือนกันมันจึงรีบกระโดดหนีออกไป เราเองก็แปลกใจมากเลยว่า มันเข้ามาอยู่ได้ยังไงกันเนี่ย
ดีนะเนี่ยที่มันไม่ตาย ดีนะเนี่ยที่เราไม่ต้องรู้สึกผิด และดีนะเนี่ยที่เป็นลูกแมว ถ้าเป็นอย่างอื่นล่ะ ง๊าๆๆ May 13 เปิดเทอมแล้นเหรอ!!!!! และแล้วช่วงเวลาแห่งการเปิดเรียนก็ได้ย่างกลายเข้ามาถึง
นั่นก็คือ ปีสาม เทอม1 ซึ่งรุ่นพี่ได้ลงมาแนะแนววิธีการเรียน การปรับตัวต่างๆ แต่เรากลับรู้สึกว่า ยิ่งพี่มาพูดยิ่งเครียดว่ะ เพราะเนื้อหาเยอะมากๆๆๆๆๆ รุ่นพี่บอกว่าอ่านทุกวันยังไม่ทันเลย แป่ว... ทำไงดี
ช่างมันก่อน ขอกล่าวถึงชวงเวลาตอนปิดเทอมที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าเป็นปิดเทอมที่มีคุณค่ากับชีวิตเรามากๆ ได้ทำในหลายสิ่งที่อยากทำ ได้เจอเพื่อน ได้ไปญี่ปุ่น ไปค่ายสูสังคมที่อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เป็นความประทับใจที่ไม่รู้จะหาอะไรมาเปรียบ เราได้ไปทำหน้าที่ซังกุงสูงสุดแห่งห้องเครื่อง ทำกับข้าวเลี้ยงคนทั้งค่าย ไม่น่าเชื่อว่างานทุกอย่างจะออกมาได้ดีขนาดนั้น นั่นก็คงเป็นเพราะความร่วมไม้ร่วมมือกันของเพื่อนๆซังกุง น้องๆในฝ่าย ประธานค่าย และชาวหนองหญ้าปล้องที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง
เราชอบโครงการที่พวกชาวหนองหญ้าปล้องเข้ามาร่วมสนุกด้วย โดยการจับฉลากพ่อฮัก แม่ฮัก เหมือนกับว่าเราเป็นลูกบุญธรรมของท่านเหล่านั้นในขณะที่ออกค่าย 7 วัน แม่ฮักของเราน่ารัก และใจดีมาก ชื่อแม่สอ คานทอง (อีแวน มันก็มาเน้นย้ำนามสกุลแม่ฮักให้เราฟังตั้งแต่วันแรกที่รู้เลย...เดี๋ยวเหอะ) แม่สอเป็นคนจับฉลากคนแรก และก็ได้เราเป็นลูก แม่บอกว่าดีใจมาก จากนั้น มี 1 วันที่เป็น free day ที่ลูกฮักจะต้องออกไปใช้ชีวิต เรียนรู้ อยู่กับพ่อฮัก แม่ฮักทั้งวัน แม่สอพาเราทำข้าวหลาม เราก็โชว์ฝีมือขูดมะพร้าว กลายเป็นมะหมี่ ขูดมะพร้าวซะงั้น บางบ้านก็พาลูกๆไปขึ้นภูเขา เก็บมะไฟ ผักหวาน ผลไม้ป่ามากมาย เพื่อนเราหลายคนที่ขึ้นเขาก็บอกว่าเหนื่อยมากเพราะไม่เคยเจออย่างงี้มาก่อน แต่ก็ได้เก็บเป็นประสบการณ์ เป็นความประทับใจ
พวกเราก็มีการให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ชาวหนองหญ้าปล้อง ทั้งการตรวจหาไข่พยาธิ การแสดงลานบ้านลานเมือง มีรุ่นพี่และอาจารย์มาเยี่ยมค่าย ทำให้อบอุ่นมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ต้องเดินทางกลับ ก็มีพิธีบายศรีสู่ขวัญ พ่อฮักแม่ฮักก็เอาหมอนมาฝากเรา และอาหารอีสานอีกหลายชนิด รวมทั้งข้าวหลามด้วย เราก็ซึ้งใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แม่ฮักก็บอกว่าอย่าลืมแม่ ให้ตั้งใจเรียน เราก็ได้แต่ขอบคุณท่าน และได้มอบผ้าถุง และชุดเด็กสำหรับแม่กับน้อง เพราะเรามีโอกาสได้เข้าเมืองไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร จึงได้ซื้อของฝาก ฝากแม่ด้วย
การไปค่ายในครั้งนี้ ทำให้เราได้เข้าใจหลายอย่าง ถึงแม้จะได้อญุ่เพียงแค่ 7 วัน มันก็สอนเราให้รู้จักทำคนเพื่อคนอื่น คิดถึงคนอื่นให้มากๆ ถึงแม้ว่างานเราจะหนัก แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นเค้าความสุข ความเหนื่อยล้านนั้นก็จะหายไป และเรายังได้ไปร่วมฝ่าฟัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆกับเพื่อน และน้องชาวค่ายทุกคน เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่า เรายังมีคุณค่ามากมายแค่ไหน..........
หลังจากนั้น เราก็ได้ไปปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานเป็นเวลา 3 วัน ที่วัดเวฬุวัน ซึ่งไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมาก ไปกัน 6 คนกับเพื่อนในคณะ ทำให้เราได้รู้ว่า การดำรงชีวิตอยู่นั้น จะต้องเต็มไปด้วยสติ ทุกย่างก้าวที่เดิน การที่เราได้เดินจงกรม นั่งวิปัสนาสมาธิ และสวดมนต์แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย มันทำให้เราอิ่มเอม และใจเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ ยอมรับว่าตอนแรกที่นั่งสมาธิ จิตใจของเราวอกแวกบ่อยมาก ฟุ้งซ่าน around the world แต่พอได้กำหนดสติเอาไว้ที่ลิ้นปี่ <xiphiod process> การนั่งครั้งต่อไปของเราก้ฟุ้งซ่านน้อยลง เหลือแต่ความปวดขา ปวดไหล่ ที่พระท่านเรียกว่า เวทนา ที่เราต้องกำหนดจิต เรียนรู้และเข้าใจมัน แต่ละคนจะมีเวทนาไม่เท่ากัน สำหรับเราแล้วมันปวดมากๆๆ จนแทบทนไม่ไหว โดยเฉพาะที่บริเวณก้น<Gluteus maximus> แต่พอได้ยินพระอาจารย์ท่านบอกว่า...สมควรแก่เวลา ค่อยๆถอนออกจากสมาธิ และเปลี่ยนอิริยาบทได้... มันทำให้เรา หายปวดไปอย่างทันทีทันได และแผ่เมตตาให้กับทุกคนอย่างอิ่มเอมใจ....
เป็นยังไงล่ะ blog นี้ เห็นความเปลี่ยนแปลงของเราไหม
ใจเย็นขึ้นนะขอบอก มาเรียนในห้องก็ไม่หลับด้วย อิอิ !!!
April 18 แบบทดสอบ???เนื่องจากว่าตอนนี้ว่างมาก ไม่มีไรทำ เลยได้ update space บ่อยๆ ยังไงก็ลองทำดูนะ ห้ามโกงด้วย คุณจะเลือกใคร.........???? คนที่1 เลือกคนไหนก็บอกกันด้วยน๊า April 17 วันสงกรานต์..และแล้วเทศกาลแห่งความสนุกก็ได้มาถึง
ในตอนแรกเราว่าจะมาเล่นน้ำสงกรานต์กะเพื่อนๆในสมัย high school Khon Kaen Wittayayon ในวันที่ 15 เนื่องจากที่บ้านจะมาส่ง แต่แล้วในวันที่ 13 เมษา เราก็ได้เปิดดูโทรศัพท์ปรากฏว่าได้ miss call ประมาณ แปดแสนจากเพื่อนๆ บอกว่าจะต้องเล่ยวันที่ 14 ทำให้เราต้องรีบออกเดินทางจากยโสธรามาธิบดี กราบและรดน้ำคุณพ่อคุณแม่ แล้วค่อยออกเดินทางมาด้วยรถสายันต์ทัวร์ (บริษัทรถขนส่งที่ผูกขาดแต่เพียงรายเดียว) เป็นเดือดเป็นร้อนที่คุณแม่ต้องมาส่งและคอยมองตามด้วยความเป็นห่วงว่าจะไม่ได้นั่ง และแล้วเราก็ได้นั่งแถมได้อ่อยคนบนรถ ลืมของ จนพี่เค้าต้องวิ่งกระหืดกระหอบเอามาคืน
แล้วก็กลับมาพักที่บ้านขอนแก่น อูฐหนุ่ยก็เป็นพี่ชายที่แสนดี หาข้าวหาน้ำมาให้กินแล้วมันก็ออกไปเล่นน้ำที่ถนนข้าวเหนียวกะผองเพื่อน ส่วนเราก็เตรียมการณ์ โทรจิกเพื่อนฝูงให้ออกมากันในวันพรุ่งนี้
วันที่ 14 แล้วกวาง(โบ๊โบ)ก็ออกมาอยู่ที่บ้านเรา แล้วหาอะไรกินกันก่อนที่ แฟรี่ โดยมีคุณยุวดี(ผู้มีฟอร์ม)ออกมารับไป เจอนุช ชมพู่ ปองพล บุญเสริม แล้วก็มาเล่นสาดน้ำกันที่บ้านบุญเสริม แล้วเพื่อนๆมากมายก็ตามมาสมทบ การที่เล่นน้ำที่บ้านบุญเสริมทำให้เราได้พบกับความแปลกใจว่าทำไมรถที่ผ่านมามันแปลกๆ(วะ) มีทั้งรถน้ำที่แลดูเหมือนรถดูดส้วม และรถปอ เต็ก ตึ๊ง แต่พวกเราก็สะใจมากเมื่อได้สาดน้ำ(ที่เย็นจัด)ใส่ผู้คน แต่แล้วเมื่อน้ำแข็งหมด อีเต้ ก็เกิดความคิดใหม่จุดประกายขึ้นมาว่าทำไมไม่ไปต้มน้ำให้เดือดล่ะ แป่ววว ใครทำตามมันก็บ้าแล้ว
พอโจ้เอารถกระบะมาถึง พวกเราก็ออกเดินทางไปเล่นรอบเมือง หนาวมากๆๆ แล้วต่อด้วยถนนข้าวเหนียว คนเยอะโคตร เจอเพื่อนๆใน MED เราก็โดนรุมทึ้ง แป้งเต็มหัว เต็มหน้า และแถมเจอพี่ๆในคณะอีก เราก็เข้าไปปะแป้งซะงั้น แล้วความหิวก็มาเยือน ไปกินข้าวกันที่โต้รุ่ง ขอนแก่นวิทย์ทั้งที่เปียกๆกันนั่นแหละ อิ่มกันแล้วแยกย้ายกันไปอาบน้ำและมาคาราโอเกะต่อที่โซฟิเทล เรา อิ๋ง ปุ้ยเบญ รุ่ง มาอาบน้ำที่บ้านเรา แล้วไปรับอีเต้ออกมาด้วยกัน ร้องเพลงแหกปากกันลั่น มันส์มาก แล้วก็ออกมากินข้าวต้มแป๊ะตี๋ นั่งคุยกัน เพราะนานๆจะได้เจอ แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านตอนตี 4 ปุ้ยเบญ กะอิ๋ง มานอนที่บ้านเรา แต่กว่าจะได้นอนก็เกือบเช้าเพราะนั่งเม้าท์ ประมวลเหตุการณ์กันต่อ
รุ่งขึ้นวันที่15 ออกมากินแหนมเนืองหน้าโรงเรียนและเจอเพื่อนโดยบังเอิญอีกมากมาย วันนี้นังยุ มันกลัวน้ำมากจนต้องข้ามถนนเสี่ยงภัยกันอยู่ ประมาณว่า she ยอมตายดีกว่าจะเปียกซะงั้น วันนี้เราต้องรีบกลับบ้านเพราะคุณพ่อ คุณแม่ นางพญาอูฐจะมา
เช้าวันถัดมา ออกมาเจอ โบ๊โบ ยุ เม็ด ส้ม ที่ร้านประจำของเรา Light House นั่งกินอิ่มอ้วนแล้วก็ออกมาเดินแฟรี่ เพราะอีส้มมันไม่ได้มานานมากแล้ว เลยพามันมาเดิน update แล้วกลับไปกินจ้ำบ๊ะที่ Light House ต่อ ค่อยแยกย้ายกันกลับบ้าน
จะว่าไปแล้วเจอเพื่อนทุกวันก็มีเรื่องมากมายคุยกันไม่มีวันหมด แต่บางที เราไม่ต้องพูดอะไร เราก็รู้แล้วว่าเพื่อนของเราต้องการสื่ออะไร เค้าเรียกว่ามองตาก็รู้ใจ เนี่ยแหละที่จะได้สัมผัสกับความรู้สึกของเพื่อนแท้
อยากบอกกับเพื่อนๆทุกคนว่า ดีใจมากที่ได้มาเจอกันอีก เราจะเก็บความทรงจำที่ล้ำค่านี้ไว้ใน Hippocampus แล้วเจอกันอีกน๊า ..... April 05 กลับมาจาก Japan แล้นไปแลกเปี่ยนวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่น มา มีความสุขมากถึงจะได้ไปแค่ 10 วัน แต่เป็นความทรงจำที่มีคุณค่ามากเราจะเก็บมันเอาไว้ใน Long term memmory ได้ทำตัวแลดูดีมีความรู้แค่ไม่กี่วัน คือ presentation, culture show,food night,ฟัง lecture,ไปดูโรงพยาบาล ได้ความรู้แปลกใหม่ที่บ้านเราไม่มี มากมาย วันที่เรามีความสุขมากที่สุด เห็นจะเป็นวันที่ได้ไปเก็บสตอเบอรี่กินสดๆที่สวน และยังได้ลองกิน Japanese สาเกด้วย อีกทั้งมีอาหารญี่ปุ่นมากมาย แต่กินแล้วไม่อ้วนนะ เรารู้สึกว่าน้ำหนักลงด้วยซ้ำ แต่น้องปี 1(น้องเก่ง) มันบอกว่าแรงโน้มถ่วงที่นี่กะที่เมืองไทยอาจไม่เท่ากัน อย่าดีใจไปเลย ง่า จากนั้นเรายังได้ไป Space world เล่นเครื่องเล่นมากมาย สนุกมาก โดยเฉพาะ Titan & Venus กระชากวิญญาณ take off my heart and my soul เพื่อนๆที่ญี่ปุ่นทั้งที่เคยมาเมืองไทยและไม่เคยมา ต่างก็น่ารัก คอยให้คำปรึกษากับนางกะเหรี่ยงเยี่ยงพวกเรา และการไปญี่ปุ่นครั้งนี้ทำให้เราได้รู้ตัวว่า..เราเป็น spec ญี่ปุ่น..ซะงั้น ไปไหนก็มีแต่คนมอง จนอีมิ้งพ่อขนบอกว่า เป็นไงล่ะ เข้าใจความรู้สึกของคนสวยคนหล่อเค้าเป็นรึยัง ต๊าย ..บังอาจมาก ชั้นเข้าใจมานานแล้วย่ะ เราได้ถามเพื่อนญี่ปุ่นว่าผู้ชายญี่ปุ่นมี spec อย่างงัยได้รับคำตอบว่า 1.ต้องผิวขาว 2.ต้องมีผมที่สวยงาม 3.ต้อง smell good 4.ต้องดี น่ารัก 5.ต้องมียิ้มที่น่ารัก 6.แล้วแต่คนๆนั้น แต่หลักๆแล้วเป็นอย่างงี้ มาริ ถามว่าเราใช้อะไรถึงหอม เราก็บอกส่าไม่เห็นเคยใช้น้ำหอมเลยนะ จึงบอกไปว่า maybe feromone 555+ วันเวลาผ่านไปรวดเร็วมากเลย เผลอแป๊ปเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงวันสุดท้าย และวันที่ต้องกลับประเทศไทย วันนั้น Seigen ร้องไห้ด้วย ซึ้งใจมาก แต่เราคิดว่ายังไงต้องหาโอกาสกลับมาอีกแน่นอน!!! March 11 มันปิดแล้ววววววววอย่างงี้แหละ
เมื่อวานนี้เราว่าจะไปเปลี่ยนสีผมก่อนไปญี่ปุ่น
แต่EMMY Moo Moo ไม่ยอมพาไปอ้างว่า "มันปิดแล้วววววววววว"
ทำให้เราต้องมานั่งดูละครแทน นั่งเม้าท์กันเมามัน หัวเราะสนั่นหอ
และก็นึกขึ้นได้ว่า วันนี้มีเปิดท้ายเจ๊พร แต่" มันปิดแล้ว" อีกแล้ว
จากนั้นน้ำตาลจะไปหาหมอตา ที่คลีนิคแต่ "มันปิดแล้ว" อ่ะ
ตลก....จัง.55555
|